ผลขาดทุนจากพันธบัตรของธนาคารกำลังกดดันการตัดสินใจด้านพอร์ตลงทุนของผู้ให้กู้ในสหรัฐฯ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นรายไตรมาสมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 ในไตรมาสที่สามของปี 2026 ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากพอร์ตพันธบัตรของ Bank of America อยู่ที่ 109 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจาก 85 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
ประเด็นสำคัญ
- การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอาจทำให้มูลค่าตลาดของพันธบัตรที่มีอยู่ลดลง
- Fifth Third เลื่อนแผนซื้อหุ้นคืนในเดือนกันยายน หลังอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลต่อรายการทางบัญชีที่ใช้วัดกำไรและขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
- การขายหลักทรัพย์อาจเปิดทางให้ธนาคารนำเงินไปลงทุนใหม่ในสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ก็จะทำให้ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง
ผลขาดทุนจากพันธบัตรของธนาคารและการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยทั่วไป ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราผลตอบแทน เมื่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้น หลักทรัพย์รุ่นเก่าที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าจะน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับพันธบัตรที่ออกใหม่
ข้อมูลจาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า รายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นสะสม หรือ AOCI ของอุตสาหกรรมธนาคารโดยรวมอยู่ที่ติดลบ 156.64 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สองของปี 2026 ตัวชี้วัดนี้รวมกำไรและขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากหลักทรัพย์บางประเภท ตัวเลขดังกล่าวปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับในปี 2023 แต่การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในเวลาต่อมาอาจทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น
หลักทรัพย์ส่วนใหญ่ของ Bank of America ถูกจัดประเภทเป็นหลักทรัพย์ที่ถือจนครบกำหนด ซึ่งหมายความว่าธนาคารไม่มีเจตนาขายก่อนถึงวันครบกำหนด การจัดประเภทดังกล่าวอาจทำให้ความผันผวนของมูลค่าตลาดบางส่วนไม่ถูกรวมไว้ในกำไรขาดทุน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดทางบัญชี
ทางเลือกที่ผู้ให้กู้ต้องพิจารณา
ธนาคารต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนทันทีจากการขายหลักทรัพย์โดยขาดทุน กับรายได้ที่อาจได้รับจากการนำเงินไปลงทุนใหม่ในสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า การถือหลักทรัพย์ต่อไปช่วยหลีกเลี่ยงการรับรู้ผลขาดทุนเหล่านั้นจากการขาย แต่มูลค่าตลาดที่ต่ำลงก็ยังอาจมีความสำคัญต่อการวางแผนสภาพคล่องและเงินกองทุน
เอกสารประกอบการยื่นรายงานไตรมาสที่สามของ Bank of America แสดงให้เห็นว่าผลขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 15.270 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 กันยายน จาก 12.033 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน AOCI เป็นตัวชี้วัดที่แยกต่างหากจากผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากพอร์ตพันธบัตรที่ธนาคารรายงาน
การซื้อหุ้นคืนและกฎเกณฑ์ด้านเงินกองทุน
Fifth Third Bancorp เลื่อนแผนซื้อหุ้นคืนในเดือนกันยายน หลังการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อ AOCI ของบริษัท Wells Fargo ก็ระบุเช่นกันว่า อัตราดอกเบี้ยและผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนจะมีอิทธิพลต่อการซื้อหุ้นคืนในอนาคต
Truist Financial กำลังปรับโครงสร้างพอร์ตหลักทรัพย์ และเห็นโอกาสที่จะขายเพิ่มเติม แม้ว่ากลุ่มหลักทรัพย์ที่บริษัทสามารถขายเพื่อปรับกลยุทธ์จะมีจำกัด Truist และ PNC Financial Services Group กำลังพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อกำหนดเงินกองทุน Basel III เช่นกัน ขณะประเมินสินทรัพย์ที่ถือครองและการบริหารเงินกองทุน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
ข้อสงวนสิทธิ์
บทความนี้จาก FinanceVelix ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษีที่ปรับให้เหมาะกับบุคคล ราคาตลาด อัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนแปลงได้ การลงทุนมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน ข้อเท็จจริงสะท้อนข้อมูลที่มีอยู่ในขณะที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลสำคัญด้วยตนเอง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเมื่อจำเป็น การกล่าวถึงสินทรัพย์ บริษัท หรือบริการใด ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรับรอง





ความคิดเห็น
เคารพผู้อื่น ห้ามสแปม แอบอ้างตัวตน หรือเผยแพร่ข้อมูลรับรองการเข้าถึงส่วนตัว โพสต์และความคิดเห็นทั่วไปจะแสดงทันที ส่วนลิงก์ที่น่าสงสัยจะถูกพักไว้เพื่อตรวจสอบ
กรุณารอสักครู่...